วันเสาร์ ผมว่าจะไปเยี่ยมยายที่บ้านอีกรอบนึง แต่แม่บอกว่าไม่ต้อง ยายดีขึ้นเยอะแล้ว เดี๋ยวแม่ก็จะกลับบ้านแล้วเหมือนกัน ตอนบ่ายแม่ก็มา แม่บอกว่าลูกชายไม่ได้กลับบ้านมาครึ่งปี ต้องมาอยู่กับลูกหน่อย ... ครึ่งปีแล้วเหรอเนี่ยที่เราไม่ได้กลับบ้าน ... ให้ตายสิ

แล้วก็มานั่งคุยกันเรื่องการงานที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ แม่ถามเราว่ากำลังเขียนบทเรื่องอะไรอยู่ เราก็บอกแม่ไปว่าเราเขียนหนังผีอยู่เรื่องนึง ที่มานี่ก็จะเลยไปมหาสารคามเพื่อไปหาข้อมูล แม่บอกว่า ... ไม่ต้องไปไกลเลย แม่กับป้าเนี่ย เคยเจอมาแล้วกับตัวเอง แต่ถ้าจะให้ถึงกึ๋น ให้ไปคุยกับป้า แล้วก็วางแผนกันว่าวันรุ่งขึ้นเราจะไปเยี่ยมยายกันอีกรอบ แล้วก็ไปสัมภาษณ์ป้าด้วย (ป้าคนละคนกับที่บินมาด้วยกันนะครับ ยายผมมีลูก 8 คน)

แล้วเรื่องผีๆที่แม่ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยตลอดชีวิต ก็เริ่มพรั่งพรูออกมา จนเราอึ้งไปเลยว่า นี่แม่เราปกปิดอดีตอันน่าพรั่นพรึงกับเรามาตลอดเลยเหรอเนี่ย ถ้าเราไม่เขียนหนังเรื่องนี้เราคงไม่รู้ แต่จะไม่เล่าให้ฟังตรงนี้ดีกว่า เราจะเอาไว้ไปเขียนใน Production Diary ละกัน เพราะยังไงมันก็ยังเป็นความลับในขั้นตอนการสร้างอยู่

แล้วแม่ก็ถามว่า จะทำยังไงถ้าหนังเรื่องนี้ขายไม่ได้ มาสมัครเป็นครูที่อุบลฯดีมั้ย เราก็เลยบอกว่ามีคนบอกให้ไปลองสมัครสอบสจ๊วตดู (ยังกะจะติดน่ะ) แม่ก็ว่า ... เออ ดีเหมือนกันนะ สจ๊วตเงินเดือนสูง หึหึหึ มันคงไม่ติดหรอกแม่ แต่ก็ต้องลองล่ะ เผื่อมันขายไม่ได้จริงๆ เราก็ไม่อยากไปเป็นครูที่อุบลฯนะ เพราะรู้สึกว่าอุบลฯไม่ใช่ที่ที่เราจะลงหลักปักฐานน่ะ มันไม่ใช่ชีวิตเราที่เหลือแน่ๆ เรารู้สึกดีกว่าถ้าจะลงหลักปักฐานที่กรุงเทพฯ บางคนอาจจะว่าเราคิดไกลเกินไปรึเปล่า...เราว่าวัยนี้แล้ว มันไม่ไกลแล้วล่ะครับ ควรจะคิดได้แล้วด้วยซ้ำ

ตกบ่ายแก่ๆ แม่ชวนเราออกไปเดินเล่นสูดอากาศ แล้วก็พาไปดูต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่แม่เราบอกว่าปลูกไว้เพื่อกันผีเข้าบ้านด้วย!!! โอ้ววว!!! ต้นแรก ว่านไฟ มันอยู่ติดๆกับโรงจอดรถ หัวมันใช้ในพิธีไล่ผีด้วย อีกต้นนึง อยู่หน้าบ้าน ใบหนาด อันนี้ทุกคนคงรู้ดี มันอยู่ในหนังแม่นากด้วย

เชื่อมั้ยว่า เราอยู่บ้านเรามาสิบปี มีคืนนั้นแหละ ที่กลัวจนต้องเปิดไฟนอน แต่ยัง!! การผจญภัยยังไม่ทันได้เริ่มเลย

การผจญภัยเริ่มขึ้นเมื่อตอนเช้าวันอาทิตย์ เราเตรียมชาร์ตแบตกล้องวิดีโอไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน แล้วก็ออกเดินทางไปที่บ้านยายอีกครั้ง ยายดีขึ้นเยอะเลยล่ะ ลุกนั่งเองได้แล้ว ไปถึงตอนแกกำลังลาหลานๆที่จะต้องกลับกทม.พอดี บรรยากาศซึ้งยิ่งกว่าหนังสั้นเรื่องเสี่ยวซะอีก (หาชมได้กับไทยอินดี้-โฆษณานิโหน่ย) พอพวกหลานๆขึ้นรถกลับกันหมด ป้าก็พาเพื่อนๆมาล้อมวงกัน เล่าเรื่องผีสุดสยองที่ทำร้ายชาวบ้านให้เราฟัง ซึ่งขอปิดเป็นความลับเช่นเคย

เหล่าป้าๆน้าๆ ผลัดกันเล่าเป็นภาษาอีสานอย่างเมามันส์ ป้าเราเล่าเรื่องตอนแกเจอผีตัวนี้ด้วย บางเรื่องขนาดแม่เรายังไม่รู้เลย (ตอนเด็กๆเราจะกลัวผีทุกครั้งที่แม่ชวนมาค้างบ้านยาย ถ้าเรารู้เรื่องนี้ตอนสมัยเด็กๆนะ รับรองเราไม่มาเหยียบบ้านยายเด็ดขาด) เราถ่ายยาวจนกล้องแบตหมด ถึงได้หยุด แล้วป้าก็เสนอให้เราไปถามลุงกล้า ที่อยู่หมู่บ้านติดๆกัน คนในครอบครัวแกถูกผีตัวนี้ทำร้ายปางตายมาแล้ว พ่อกับแม่ก็เลยถามว่าเราอยากไปมั้ย เราบอก..ไป (กูไม่อยากเป็นครูนี่หว่า ต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้ ... เดี๋ยวก็ตายร้อกกกก สาดดด)

ลายายเสร็จแล้วแม่ก็พาเราไปวัด พร้อมกับจัดแจงเครื่องบูชา เพื่อจะไปบูชาลูกแก้วสารพัดนึก พี่สาวเราเคยไปขอให้สอบได้ทุน ก็ยังได้มาแล้ว แสดงว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เราก็ไปอธิษฐาน ขอไปว่า ... ขอให้หนังเรื่องนี้ขายได้ เสี่ยอนุมัติ ฉายแล้วได้ร้อยล้าน แต่ถ้าขายไม่ได้ ขอให้สอบได้สจ๊วตแทน (อีกช้อยส์ไม่ต้องพูดถึง รู้ๆกันอยู่ ... เมื่อกี๊ค้นข้อมูลสจ๊วตแล้วบนเน็ต ไม่มีทางเลย 555 ต้องขายเรื่องนี้ให้รอดสถานเดียว)

แล้วเราก็ขับรถออกจากวัด ไปที่หมู่บ้านของลุงกล้า เราถามทางแล้วก็หาบ้านหลังนี้ไม่ยากเท่าไหร่ อยู่ติดถนนเลย แต่พอไปถึง ลุงกล้าดันไม่อยู่ เหลือแต่ป้า กับลูกสาวที่กำลังเป็นแม่ลูกอ่อน กำลังไกวเปลอยู่หน้าบ้าน พ่อ แม่ เรา น้องชาย (ลืมบอกว่ามันมาด้วย) เข้าไปสวัสดี แล้วก็ขอถามเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับคนในบ้าน ลูกสาวแกเลยเล่าให้ฟัง น่าขนลุกขนพองมากๆครับ แล้วคิดดูว่า ปรกติเราดูหนังผีในโรงเรายังกลัวเลยใช่มั้ย นี่เรากำลังอยู่ในหมู่บ้านที่เคยเกิดเรื่องจริงๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ พิมพ์ๆอยู่นี่นึกแล้วยังผวาเลย

เราคุยกันไปเรื่อยๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่กระโจมอกเดินออกมาจากหลังบ้าน ป้าบอกว่าเป็นลูกสาวอีกคน แต่ว่าเป็นโรคประสาท เป็นเมื่อไหร่ไม่บอก เราคาดว่าเป็นตอนที่เกิดเรื่องแน่ๆ เพราะพอได้ยินคำว่าผีเท่านั้นแหละ แกตาขวางเลย แล้วก็ไปหยิบพระออกมาไหว้ ป้าก็ไล่กลับเข้าบ้าน แกก็ว่าง่ายนะ แต่แป๊บเดียวก็วิ่งออกไปนอกบ้าน ไปเก็บดอกไม้ จะมาบูชาพระ ป้ากับลูกสาวคนที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่ต้องไปสนใจ เล่ากันต่อไป แต่ดูท่าทางป้าก็ไม่ค่อยอยากเล่า แกพยายามปรามลูกสาวอยู่ในบางประโยค แม่มาบอกทีหลังจากสัมภาษณ์เสร็จว่าคนเฒ่าคนแก่เขาถือ ว่าเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นอย่าเอามาพูด

สัมภาษณ์ครอบครัวนั้นเสร็จ ฝนก็เทกระหน่ำลงมา พวกเรารีบไปขึ้นรถ ตามแผนพ่อกับแม่จะพาไปอำเภอศรีเมืองใหม่ด้วย แต่เราบอกว่า ฝนตกขนาดนี้ไม่ต้องไปก็ได้ พ่อบอกว่ามันคงไม่ตกไปจนถึงศรีเมืองใหม่หรอก แล้วก็ขับรถพาไป

ตามแผนเนี่ย แม่อยากพาเราไปพบอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นศิลปินแห่งชาติ เคยทำหนังด้วย แล้วก็รู้เรื่องผีๆเยอะ เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม น่าจะไปคุยกับท่านดู ให้ท่านดูดวงให้ด้วย ปรากฏว่าพอไปถึง ท่านกำลังให้สัมภาษณ์นักวิจัยกลุ่มหนึ่งอยู่ ฝนก็ตกกระหน่ำปานฟ้ารั่ว แม่สังเกตท่าทีของอาจารย์แล้ว เลยไม่ถามเรื่องผี แต่ไปคุยเรื่องท่านทำหนังสมัยนู้นแทน แล้วก็ให้ท่านดูดวงให้เรา ท่านดูลายมือ ดูโหงวเฮ้ง แล้วก็บอกว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว (เย้ๆ) แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งไปคาดคั้น ต้องให้เวลาเราฟักตัวพักหนึ่ง ผู้ใหญ่ที่บริษัทเริ่มชอบเราแล้ว การจะเป็นมือทองของบริษัทมันต้องอาศัยเวลา แต่อย่าเปลี่ยนอาชีพ ไปหาอะไรทำให้ชีวิตมั่นคงได้ แต่อย่าเปลี่ยนอาชีพ (อยากรู้มากถ้าพี่อังเคิลได้ยินแกจะว่าไง)

แล้วเราก็พากันกลับ ฝนตกไล่หลังเราตลอดทาง แต่เรารู้สึกแปลกๆมาตั้งแต่ตอนไปสัมภาษณ์คนในบ้านหลังนั้นแล้ว ... หรือว่าเรากำลังโดน ... ไม่น่า.. ไม่น่า มึงคิดไปเอง... เรานึกในใจ แต่ความรู้สึกนั้นมันก็ไม่หายไป มันกลับแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนเย็น แม่บอกให้เอาฟุตเทจพวกป้าที่สัมภาษณ์เมื่อเช้ามาดู เรายิ่งรู้สึกแย่มากเข้าไปอีก จนแม่เราสังเกตได้ เพราะเห็นเราถอนใจ แม่ถามว่าเป็นอะไรมั้ย เราบอกว่า ... ไม่เป็นไร

กลางคืน เราเลยไปสวดมนต์ หลังจากที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของการสวดมนต์เลย มาเห็นก็เอาตอนนี้ เราสวดมนต์เป็นเล่ม ในห้องพระ สวดๆไปประมาณครึ่งเล่ม ไฟก็ดับพรึ่บ... ในห้องพระนั้น มันมีเบรคเกอร์อยู่ ไม่มีใครสามารถแกล้งเราได้ แล้วเราอยู่ในนั้นคนเดียว!!

ไฟดับทั้งบ้านไปประมาณ 1 นาที แม่ตะโกนจากด้านล่างว่าเราทำอะไรกับไฟรึเปล่า เราบอกเปล่า เราสวดมนต์อยู่ แม่บอกว่าดีแล้ว แล้วก็......หมาในซอยหอนกันเกรียวเลยครับ...ขนลุกยัง ช่วงที่เรากำลังขนลุกนั้น ไฟก็มา...เฮ้อ สวดๆๆๆ ผมรีบสวดมนต์เลย เอาให้จบเล่ม แล้วแม่ก็มานั่งรอเราตรงโซฟาหน้าห้องพระ ตอนที่เราเดินออกมา

แม่เอาผ้าห่มมาให้ เป็นผืนที่เราเคยห่มสมัยยังอยู่บ้านหลังนี้นี่แหละ กลิ่นที่คุ้นเคยยังไม่จางหาย ถึงมันจะซักแล้ว แม่บอกว่าคนนี้ให้ลงไปนอนห้องพ่อกับแม่หน่อย คิดถึง ... เดาใจเราถูกจริงๆ กำลังจะขอไปนอนด้วยอยู่แล้วเชียว ก่อนจะนอน แม่หยิบพระให้เรา 2 องค์ เป็นพระที่ปราบผีในหมู่บ้านแม่นั่นแหละ แม่บอกว่าท่านเก่งมาก ชาวบ้านอยู่อย่างสงบสุขได้ก็เพราะท่านนี่แหละ (จะเหมือนคอนสแตนตินรึเปล่านะเนี่ย)

แล้วคืนนั้น ครอบครัวเราก็มานอนห้องเดียวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ยกเว้นพี่สาวเราที่อยู่ญี่ปุ่น แม่จับตัวเราแล้วก็บอกว่า เป็นหนุ่มแล้วนะ แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ (กำลังลุ้นอยู่ว่าจะถามเรื่องแฟนมั้ย 5555) เอาเป็นว่า จากที่รู้สึกแย่มาทั้งวัน คืนนั้นเรารู้สึกดีโคตรๆ เหมือนอดอาหารมานาน แล้วได้กินอาหารมื้อใหญ่แสนอร่อย

เช้าวันรุ่งขึ้น ตี 5 เราก็รีบตื่นขึ้น เพื่อจะเก็บของไปขึ้นรถบัส ไปหาเพื่อนที่มหาสารคาม ซึ่งเราจะเอาไว้เล่าตอนต่อไป โปรดติดตามนะครับ


edit @ 2006/10/11 21:17:42

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ท่าท่างจะเป็นคนเล่าเก่งน่ะคร๊า
ผีไรเนี่ย.. ท่าทางดุดีนะ
ขอท้าให้มาเจอกับ"องค์"ของเราที
"องค์"เราสุดยอดเลย วานให้เฝ้าบ้านได้ด้วย

#2 By スニーカース on 2006-10-12 03:09

เย้ย

อ่านแล้วหลอนอ่ะ - -*

ถ้าปลาทอง เอ้ย แพมเป็นพี่นะ แพมจะเอาหัวมุดดินเลย กลัว ฮือๆๆๆ ไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น

ไปคราวนี้ เหมือนได้ย้อนรอยอดีตตัวเองเลยนะคะเนี่ย ^^

#3 By ♫PaMMe♫ on 2006-10-12 09:54

ป้ามีเซนนแน่ๆเลยค่ะ..เล่าเปงภาษาอีสาน..โอ้อยากฟังจัง..
ชีวิตทั่นพี่มีสีสันมากๆเลยค่ะ..55+

#4 By Maymaki on 2006-10-12 12:30

โอ๊ะทำกับลุงอังเคิลเหรอครับ ขอให้ได้ทำหนังให้ผมไปดูนะ(บอกหน้่าโรงว่ามาจาก exteen จะได้ลดราคารึเปล่า)

เรื่องผี ลองเอามาเล่นในนี้บ้างสิ

#5 By plynoi แว่วศรี on 2006-10-12 12:33

แม่จับตัวเราแล้วก็บอกว่า เป็นหนุ่มแล้วนะ......

#6 By rafilmstruck on 2006-10-12 15:13

โหพี่ กรี๊ดมาก เรื่องแบบนี้ อ่านแล้วขนลุก (ขนาดพี่กั๊กเรื่องสุดๆแล้วนะเนี่ย..-*- )

น่ากลัวววว

#7 By oHMu Cze#46 on 2006-10-12 19:13

เธญเธขเธนเน

#8 By เน„เธเนˆเธ™เธฒ (124.157.244.29) on 2007-03-16 15:37

#9 By jaw (125.24.137.5 /192.168.212.174) on 2007-08-10 07:27

#10 By jaw (125.24.137.5 /192.168.212.174) on 2007-08-10 07:27