โอกินาว่า...ญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น
posted on 29 Mar 2009 10:54 by witcha in lifeคำเตือน : ภาพเยอะโคตรครับ โหลดโหดแน่นอน
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไปเมืองนอก โดยที่ไม่นับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและพม่าที่เดินข้ามเขตไปก็ถึงแล้ว ที่ไปครั้งนี้ก็เพื่อไปร่วมงานพิธีรับปริญญาพี่สาวผม ที่มหาวิทยาลัยแห่งริวกิวครับ เมืองนาฮา จังหวัดโอกินาว่า
ก่อนไปได้รับคำเตือนนิดหน่อยว่าให้ลืมความเป็นญี่ปุ่นๆไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นซากุระบาน ปราสาทโบราณ ซามูไร นินจา มันไม่มีที่โอกินาว่าครับนิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้ผมไม่สามารภเก็บภาพด้วยกล้องฟิล์มคนเดียวหมดครับ ต้องมีกล้องดิจิตอลคอมแพ็คมาช่วยบ้างเพื่อความคล่องตัว ทุกภาพผ่านการเกลี่ยสีแล้ว แต่ไม่มีการรีทัชอะไรออกไปนะครับ
สนามบินไทเป ไต้หวัน / ดิจิตอล
การเดินทางไปจังหวัดโอกินาว่าใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชม. สำหรับขาไป และ 4 ชม. สำหรับขากลับ ที่ต่างกันเพราะตอนเปลี่ยนเครื่องที่ไต้หวันต้องรอ 3 ชม. (ขาไป) และ 1 ชม. (ขากลับ) ครับ เดินทางด้วยสายการบิน China Airlines ที่ผมเมาเครื่องมากๆ เพราะไม่เคยนั่งเครื่องบิน 3 ชม. รวดมาก่อนช่วงที่ขึ้นจากสถวรรณภูมิไปไต้หวัน
น้องควายฝีมือเด็กอนุบาล (เหลือเชื่อมากๆ) / ดิจิตอล
ภาพข้างบนเป็นงานศิลปะของเด็กอนุบาลไทเปหลายๆโรงเรียนครับ ทำเป็นรูปควายตกแต่งสีสันโดดเด้ง ทำโรงเรียนละตัว โปรดสังเกตดอกไม้ด้านล่างเขาเอา CD มาทำ เป็นไอเดียที่กิ๊บเก๋ไม่หยอกทีเดียว อนุบาลไทยแลนด์น่าเอามาทำบ้างนะครับ ท่าทางจะสนุกดี บ้านเราอาจจะให้เด็กเพ้นท์ช้างอะไรอย่างงี้ 
โรงเรียนสอนดนตรีตรงสี่แยกในเมืองโอกินาว่า / ฟิล์ม
โอกินาว่าเป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากจีนซะเยอะกว่าญี่ปุ่น เพราะสมัยโบราณที่นี่เป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีภาษาเป็นของตัวเองด้วยครับ แต่ก็โดนญี่ปุ่นตีซะ วัฒนธรรมโอกินาว่าดั้งเดิมจึงเหลืออยู่น้อยมาก โดนวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ครอบงำไปหมดแล้ว แต่คนเฒ่าคนแก่ที่นี่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนโอกินาว่าครับ ไม่ใช่คนญี่ปุ่น เป็นประวัติศาสตร์แสนเศร้าของที่นี่ครับ คอยอ่านต่อไปว่าเกินอะไรขึ้น
ลงจากเครื่องผ่านตม. เรียบร้อย พี่สาวผมก็พาไปกินสุชิครับ ร้านชื่ออะไรจำไม่ได้ละ ไม่ได้ถ่ายรูปหน้าร้านไว้ด้วย ผมได้พบกับความตื่นตาตื่นใจตั้งแต่อาหารยังไม่เสิร์ฟเลยทีเดียว
ก๊อกน้ำร้อนสำหรับชงชาเขียว / ดิจิตอล
ที่นี่จะมีก๊อกน้ำร้อนที่โต๊ะสำหรับชงชาเขียวครับ แล้วก็จะมีชาเขียวกระปุกเล็กๆไว้ให้ตักใส่ถ้วย ชงกันเองได้ไม่ยั้ง และชาเขียวอร่อยมากๆ
สุชิก็อร่อยโคตรๆครับ มันต่างจากที่กินเมืองไทยมากๆเพราะปลามันสดกว่า ปลาดิบจะออกหวานๆนิดๆ ไม่คาวเลยครับ
สุชิอันซ้ายเป็นปลาหมึก ส่วนอันขวาเป็นแซลม่อนกับอะโวคาโด้ครับ / ดิจิตอล
สุชิร้านนี้มีหลายอย่างให้เลือก ตั้งแต่เบสิกๆอย่างปลาหมึก กุ้ง แซลม่อน ไปจนถึงของไฮโซอย่างปลาไหลญี่ปุ่น ซึ่งผมไม่เคยกินมาก่อน หรือหอยเม่นก็มีให้กินนะครับ แต่กว่าจะนึกได้ว่าต้องถ่ายรูปมันมาด้วย ก็เข้าปากไปเรียบร้อยแล้ว
(ถ่ายรูปอาหารมันยากอย่างนี้นี่เอง) ผมไม่ค่อยชอบปลาไหลเท่าไหร่ รสชาติมันเหมือนปลาช่อนบ้านเรา แต่จะมีอย่างหนึ่งที่ผมกินไม่ได้เลย คือชิโสะครับ ชิโสะเป็นผักเครื่องเคียงอย่างหนึ่ง ที่ผมเกลียดกลิ่นมันมากๆ กลิ่นมันเหมือนแมลงเหม็นๆที่ชอบมาตกใส่อ่างปลา แล้วพอไปตักมันขึ้นมาจากน้ำมันจะกลิ่นแบบนี้เลย แหวะ
แต่ชิโสะเป็นของแพงนะครับขอบอก คิดราคาเป็นใบๆเลย คงเหมือนคนเกาหลีกับญี่ปุ่นกินผักชีบ้านเราไม่ได้นั่นแหละ ผมก็กินชิโสะไม่ได้เหมือนกัน
จานกองพะเนิน / ดิจิตอล
สุชิจะเสิร์ฟเป็นจานๆครับ จานละสองอัน กินเสร็จเลยเห็นจานกองขนาดนี้แหละ จริงๆโต๊ะผมถือว่ากินน้อยครับ โต๊ะอื่นจะเยอะกว่านี้มาก แนะนำตัวนิดส์หนึ่ง เสื้อเขียวซ้ายสุดคือแม่ผมครับ ถัดไปก็พ่อ ผมเอง และพี่เหมียว พี่สาวผมเองครับ
พี่ขวัญ / ดิจิตอล
และโชเฟอร์ของเราที่จะพาเที่ยวตลอดทริปนี้ เพื่อนพี่สาวผมเอง พี่ขวัญครับ
รถพี่ขวัญ / ดิจิตอล
อันนี้รถพี่ขวัญครับ คนที่นี่ชอบใช้รถหน้าตาป้อมๆแบบนี้ เพราะนอกจากจะราคาถูกแล้วยังภาษีไม่แพง และไม่ต้องซื้อที่จอดรถด้วย ถ้าเห็นรถญีปุ่นป้ายเหลือง คือรถเล็ก พวกนี้จะเก็บภาษีไม่แพง แต่ถ้าเป็นป้ายขาว จะเป็นรถใหญ่ ภาษีแพงขึ้นและต้องซื้อที่จอดรถด้วยนะครับ พวกป้ายขาวถ้าไม่ใช่ฝรั่งที่ฐานทัพอเมริกันขับ ก็จะเป็นคนที่มีฐานะหน่อยครับ
ปั๊มเชลล์ จริงๆเป็นป้ายสีเหลือง แต่ white balance มันออโต้ ปรับไม่ได้ เลยกลายเป็นสีเขียว / ดิจิตอล
แฟมิลี่มาร์ท มีทั่วทุกหัวระแหง แข่งกับ Lawson, AAA และ Coco / ดิจิตอล
ผมไม่ได้เข้าแฟมิลี่มาร์ทในวันแรก เลยไม่รู้ว่ามันมีหนังสือโป๊ขายด้วยนะ แต่เหมือนจะต้องแสดงพาสปอร์ตอ่ะ ไม่กล้าซื้อมาเพราะไปกับครอบครัว และกลัวจะไม่ผ่านตม.ตอนกลับไทย (เอาสื่อลามกเข้าประเทศ) ที่นี่ไม่ต้องปิดแผงขายบุหรี่ และหนังสือโป๊มีเยอะเหมือนหนังสือกอสสิปในเซเว่นบ้านเรา เลือกได้ตามใจชอบ
แต่ที่นี่ไม่มีเซ็กส์ช้อป ผมถามมาแล้ว งงมาก
มีเกร็ดความรู้อย่างที่อยากจะบอกว่า ดาราญี่ปุ่นที่ดังๆส่วนใหญ่จะเป็นคนโอกินาว่าครับ เพราะคนที่โอกินาว่าจะตาโต โครงหน้าสวย ขณะที่คนเมืองอื่นจะตาเล็กๆครับ
ซื้อของเสร็จแล้ว ก็เข้าที่พักกัน โรงแรมอยู่ในมหาลัยครับ เป็นที่พักของพวกนักวิจัยหรือวิทยากร มีทั้งห้องเดี่ยวและห้องคู่ ก็โอเคทั้งสองอย่างสำหรับราคานี้ ข้างนอกหาไม่ได้หรอกครับ
วิวยามเช้า / ดิจิตอล
ในห้องจะมีห้องน้ำ และมีห้องครัวให้ด้วยนะ ไฮโซพอสมควรเลยล่ะ ที่เก๋คือชุดนอนแบบญี่ปุ่นครับ
ชุดนอนญี่ปุ่น / ฟิล์ม
ชุดนอนนี่แนะนำให้ใส่อะไรไว้ข้างในด้วย ไม่งั้นจะโหวงๆ และเปิดหวอได้ง่ายมากครับ 
เอาล่ะ ตื่นนอนแล้วก็ได้เวลาไปเที่ยวกัน วันแรกนี้ขอพาไปที่พิพิธภัณฑ์โอกินาว่าครับ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่ ตั้งอยู่ติดกับห้าง Naha Main Place ครับ เดี๋ยวจะแวะไปกินชาบูชาบูกัน แต่ไปดูพิพิทภัณฑ์กันก่อนดีกว่า
ทางเข้าอุโมงค์ / ฟิล์ม
ระหว่างทางก็ชมทัศนียภาพของเมืองไปด้วย ก็พบว่าที่นี่คล้ายขอนแก่นบ้านเรามากครับ แค่เทคโนโลยีล้ำกว่านิดหน่อย คือมีรถไฟฟ้าและส้วมอัตโนมัติ
แต่ก็เหมือนในหนังมากๆเลยล่ะครับ ถนนจะเต็มไปด้วยเนินมากมายเพราะสภาพภูมิประเทศที่นี่จะเต็มไปด้วยภูเขา ที่เห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมบนเนินทางขวาในรูปคือเขากันดินพังครับ
ถนนสีแดง / ฟิล์ม
ด้วยความที่มีเนินเขาอยู่มากมาย และฝนตกบ่อยมาก ถนนมักจะลื่น คนญี่ปุ่นแก้ปัญหาด้วยการเอาหินปะการังมาบดผสมลงไปเวลาทำถนน จะได้พื้นถนนสีแดงแบบนี้ครับ มันจะสร้างแรงเสียดทานมากกว่า ทำให้ล้อรถเกาะพื้นถนนได้ดีขึ้น ลงไปเดินหลังฝนตกยังไม่ลื่นเลยครับ แต่เขาจะปูเป็นบางจุดที่รถลงเนิน หรือจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากๆเท่านั้นครับ
พูดถึงฝน ที่นี่จะโหดร้ายกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะเป็นช่วงที่ไต้ฝุ่นเข้าครับ ไต้ฝุ่นนี่สร้างความเสียหายอย่างร้ายกาจมาก ถ้าจอดรถไว้กลางแจ้งอาจถูกพัดปลิวได้! แต่พยากรณ์อากาศที่นี่ก็แม่นมากๆเช่นกัน ถ้าเขาบอกว่าฝนจะตก พกร่มออกจากบ้านได้เลย มันตกแน่นอน
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ / ฟิล์ม
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองครับ เป็นตึกใหญ่ๆรูปทรงเหมือนฐานทัพอวกาศ มีกำแพงเป็นรูป เก๋ไก๋มากมาย ข้างในมีงานแสดงแบ่งเป็น 2 โซน โซนปีกซ้ายเป็นประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์โอกินาว่า ส่วนปีกขวาเป็นงานแสดงนิทรรศการศิลปะภาพวาด ภาพถ่าย และศิลปะเด็ก ซึ่งก็จะเต็มไปด้วยการ์ตูนฝีมือของชาวโอกินาว่าครับ
เมื่อผ่านรั้วเข้าไป ก็จะพบกับบ้านโอกินาว่าสมัยโบราณ ในภาพข้างล่างครับ
กระท่อมโอกินาว่า / ฟิล์ม
กระท่อมของที่นี่หลังคาจะแข็งแรงมากๆ เพื่อกันลมกันฝนครับ
สวนหินถูกจัดไว้อย่างสวยงาม / ฟิล์ม
อ่างหินนี่มีไว้ทำอะไรไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มันมีหลายไซส์มากครับ / ฟิล์ม

อันนี้เป็นบ้านสมัยโบราณ สามารถถอดร้องเท้าเข้าไปชมข้างในได้ครับ / ฟิล์ม
กี่ทอผ้าเหมือนของอีสานบ้านเฮา แต่อันเล็กกว่า / ดิจิตอล
อาณาจักรโอกินาว่าทำมาค้าขายกับอโยธามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วครับ เลยจะเห็นบางอย่างก็ได้อิทธิพลจากสยามมาเหมือนกัน เช่นกี่ทอผ้าข้างบนนี้ และคุณรู้หรือไม่ว่า สุชิของบ้านเขา ก็พัฒนามาจากปลาส้มบ้านเฮานี่แหล่ว เรื่องจริงนะครับ เคยออกทีวีช่อง NHK ด้วย (พี่สาวเล่าให้ฟัง)
ชอบกำแพงนี่จริงๆ สวยมากๆเลยครับ / ฟิล์ม
เข้าไปก็จะพบกับล็อบบี้อันโอ่โถง / ฟิล์ม
ช่องจำหน่ายบัตร / ฟิล์ม
ที่นี่ขายตั๋วแยกโซนกัน ตามที่เล่าไปแล้วครับ เผื่อใครที่อยากดูพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว ไม่อยากดูแกลลอรี่ หรืออยากดูแกลลอรี่อย่างเดียวก็ได้ครับ
มีที่นั่งให้นั่งพักเหนื่อยด้วยนะ / ฟิล์ม
หลังจากนี้จะเป็นเขตห้ามถ่ายรูปแล้วครับ เพราะฉะนั้นเลยจะเล่าให้ฟังได้อย่างเดียว
เข้าไปด่านแรกจะเจอกับจอหนังพาโนราม่า เกือบๆ 180 องศา แต่ไม่ได้ใหญ่เหมือน IMAX โชว์กำเนิดของเกาะโอกินาว่า จะเห็นว่าที่นี่มีสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อะไรบ้าง มีมนุษย์โอกินาว่า สูงแค่ 150 ซม. มีการส่องไฟใส่ซากดึกดำบรรพ์ประกอบด้วยครับ
โอกินาว่าเป็นเกาะศูนย์รวมสิ่งมีชีวิตที่แทบจะเรียกได้ว่าหลากหลายที่สุดในญี่ปุ่น เป็นเมืองร้อนของญี่ปุ่นที่มีพืชพันธุ์คล้ายบ้านเรา คนญี่ปุ่นเวลามาที่นี่จะตื่นตาตื่นใจกับพืชเมืองร้อนมากครับ แต่ถ้าคนไทยไปจะเฉยๆ เพราะที่บ้านเราก็มี ที่นี่มีส่วนที่เป็นป่าชายเลนด้วย จึงเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะ งู!!! ที่นี่มีงูเยอะ และหลายชนิดมากครับ จนแม้แต่ในมหาลัยยังต้องติดป้าย "ระวังงูฉ๊กสุเกะ" (ระวังงูฉกจู๋) อยู่ทั่วไป
ป้ายเตือนให้ระวังงูในมหาวิทยาลัย / ฟิล์ม
นอกจากภูมิประเทศจะไม่เหมือนญี่ปุ่นเมืองอื่นๆ วัฒนธรรมก็ไม่เหมือนด้วยครับ ตามที่เล่าไว้ว่าโอกินาว่าเป็นอาณาจักรที่เคยโดนญี่ปุ่นตีได้ คนที่นี่ถูกย่ำยีโดยญี่ปุ่นครับ จึงไม่ชอบคนญี่ปุ่น สมัยช่วงยุคที่โอกินาว่าโดนญี่ปุ่นตี โอกินาว่ายอมแต่โดยดีครับ เพราะไม่อยากสู้รบกัน รักสงบว่างั้น ก็ตกเป็นของญี่ปุ่น แล้วก็โดนทหารญี่ปุ่นฆ่า ข่มขืน สารพัดจะทำ
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นใช้โอกินาว่าเป็นสนามรบ เป็นที่เดียวในญี่ปุ่นที่มีการรบพุ่งกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรบกันในเมืองอื่น คือเขาจะเหยียดคนโอกินาว่าครับ นี่คือช่วงที่ก่อนที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิจะโดนระเบิดนิวเคลียร์ถล่ม แต่พอญี่ปุ่นแพ้สงคราม กลับปิดข่าวไว้ไม่ให้ชาวโอกินาว่ารู้ แล้วก็แจกระเบิดให้ครอบครัวละลูก เพื่อให้ระเบิดตัวเองทิ้ง จะได้ไม่ตกเป็นของอเมริกา

ภาพประกอบโดย mcjessica, flickr!
ซึ่งกว่าคนที่นี่จะรู้เรื่องก็ตอนที่อเมริกามาช่วย เลยระเบิดตัวเองตายกันไปหลายครอบครัว ผู้หญิงก็พากันไปโดดทะเลเพราะกลัวจะถูกข่มขืนครับ คนโอกินาว่าเลยไม่ถูกกับญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบันนี้ บางคนขนาดไปสมัครงานที่เมืองอื่น พอเขารู้ว่าเป็นคนโอกินาว่าก็จะโดนเหยียดทันที
เศร้าพอแล้ว เราก็ไปดูแกลลอรี่ศิลปะกันครับ ในโซนแกลลอรี่ชั้นบนสุดจะเป็นงานแสดงภาพเขียนของศิลปินโอกินาว่า ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องสงครามอยู่ดี ลงบันไดมาเป็นนิทรรศการภาพถ่าย และล่างสุดจะเป็นนิทรรศการศิลปะเด็กครับ เป็นการ์ตูน แต่คงสู้พิพิธภัณฑ์จิบลิไม่ได้หรอก
ไม่มีรูปเลย เพราะทุกโซนห้ามถ่ายภาพครับ เราเลยออกมาด้านหลัง มีงานศิลปะกลางแจ้งอยู่ เลยมาถ่ายรูปกันครับ
เท่ห์ดีครับ อยากได้มาตั้งที่บ้าน / ฟิล์ม
ที่เห็นเป็นราวโค้งๆไกลๆ นั่นคือสะพานแขวนครับ / ฟิล์ม
ใช้ที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังไซไฟก็เหมาะดีนะครับ / ฟิล์ม
ยาวมากๆแล้วเอนทรี่นี่ ขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน คราวหน้าผมจะพาไปกินชาบูชาบู และดูพิธีรับปริญญาของญี่ปุ่นกันนะครับ ไม่ชอบติได้ ชอบใจก็แจกดาวครับ หุหุหุ
........................
ภาพถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม Nikon u (SLR) และกล้องดิจิตอล Canon IXY digital 60 ครับ





























ชอบตรงที่ให้ชงชาเองมีปุ่มกด
โอกินาว่า นี่น่าไปเที่ยวจริงๆ ถ้ามีโอกาสจะต้องไปให้ได้สักครั้ง
#1 By =Souchan แค้นเลือดสาดด= on 2009-03-29 13:07