สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนา part 2
posted on 06 Oct 2009 00:55 by witcha in lifeมาพบกับตอนที่ 2 ครับ ตอนนี้ผมจะพาไปดำนากัน
......................
คงเคยได้ยินคำว่า "กระดูกสันหลังของชาติ" กันทุกคนนะครับ คำนี้มันมาจากตอนที่ชาวนาดำนานี่แหละ เพราะว่าต้องก้มหน้าก้มตาดำนา กว่าจะเสร็จก็หลายไร่นะครับ คิดดูเราแค่ก้มลงหยิบเอกสารที่พื้นบางคนยังหน้ามืดเลย ประสาอะไรกับชาวนาที่ก้มๆเงยๆอยู่ทั้งวัน กว่าจะดำนาเสร็จเป็นสิบๆไร่น่ะ
การทำนาไม่ได้ง่ายเหมือนกับใน Facebook หรอกครับ หน้าก็เจอกับแดดเปรี้ยงๆ เท้าก็เหยียบโคลนตลอดเวลาจนส้นเท้าแตก หรือที่เรียกกันว่า "ตีนแตกเอิบ" นั่นแหละครับ
ต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากถอนกล้าเสร็จเอามามัดรวมกัน แล้วเราก็จะขนต้นกล้านั้นไปดำนาครับ ที่นาที่จะดำต้องมีน้ำขังครับ ถึงจะดำได้ (ข้ามตอนไถนาไปซะงั้น ช่างมัน เดี๋ยวนี้เขาใช้รถแทรกเตอร์) การดำนาเนี่ย มือใหม่กว่าจะได้แต่ละแปลงนี่เมื่อยเอาการครับ แต่ถ้าดำจนคล่องแล้วล่ะก็แป๊บเดียวก็ได้แล้วล่ะ วิธีการดำก็คือ หยิบต้นกล้าออกจากมัดมากำนึง แล้วก็จับที่รากต้นกล้าครับ จากนั้นก็เอานิ้วโป้งปักลงดินนำรากลงไปฝังในโคลน แค่นี้เองครับ ง่ายมาก แต่ว่าเยอะนะ
ชาวนาบางคนมีที่เยอะมากครับ ดำคนเดียวไม่ไหวหรอก เลยมีวิธีการลงแขกดำนากัน แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว จ้างกันทั้งนั้นแหละครับ แต่ก็จะไม่แพงอะไรมากหรอก แล้วแต่ศรัทธา ถ้าคุณฉลาดให้ดูว่าคนไหนดำเร็วดำดี กล้าฝังแน่นไม่ล้ม ก็ให้ค่าจ้างแพงหน่อยปีหน้าเขาจะได้มาอีกครับ ถ้าใจจืดใจดำก็...จัดการเอาเองละกัน คนบ้านเดียวกันแท้ๆเนอะ
ไอ้การก้มๆเงยๆ หยิบกล้าลงปักลงไปในผืนนาเนี่ยแหละ เลยกลายเป็นที่มาของคำว่า "กระดูกสันหลังของชาติ" ครับ เพราะกว่าจะเสร็จแต่ละแปลงก็ใช้กำลังกล้ามเนื้อและกระดูกส่วนหลังไปมากมาย
"แล้วถ้าไม่ใช้วิธีดำนาล่ะ มีวิธีอื่นที่ง่าย รวดเร็ว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และราคาถูกกว่านี้มั้ย?" ฝากเด็กรุ่นใหม่ไปคิดนะครับ เราจะได้มีข้าวกินกันต่อไป
หลังจากดำนาเสร็จแล้ว ก็เป็นช่วงที่ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าฝนล่ะครับว่าจะแล้งหรือจะน้ำท่วมข้าว ในเมื่อในนามีข้าว มีน้ำขังอยู่ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะมี "ปลา" อยู่ในนั้นด้วยครับ
ย้อนกลับไปสมัยผมยังเด็กๆ วันนึงพ่อผมพาไปกรมประมง ไปซื้อ "ปลานวลจันทร์" มาปล่อยครับ ตอนแรกที่ผมเห็นเป็นลูกปลาอยู่ในถุงมันไม่ค่อยสวยหรอก แต่พอปล่อยลงสระแล้วมันก็จะเริ่มออกหากินครับ ในนาเนี่ยเขามักจะมีสระ เอาไว้เลี้ยงปลาครับ คือมันจะลึกหน่อย แต่พอถึงหน้านาน้ำมันก็จะเอ่อออกมา ให้ปลาออกมาหากินในนาได้ครับ
เป็นการเกษตรผสมผสาน
คือช่วงเด็กๆเนี่ย พวกพี่ๆในหมู่บ้านเคยพาผมไป "ใส่เบ็ด" ครับ มันไม่เหมือนกับตกเบ็ด ตกเบ็ดคือต้องนั่งเฝ้า แต่ใส่เบ็ดไม่ต้องเฝ้า เบ็ดที่จะเอาไปใส่เนี่ยเป็นไม้ไผ่เหลายาวประมาณเมตรนึง ผูกเชือกหรือเอ็นไว้ตรงปลาย ติดตะขอ จากนั้นก็ไปหาดินชุ่มๆ ขุดไส้เดือนมา แล้วก็เอามันติดกับตะขอนั่นแหละ จากนั้นก็เอาเบ็ดไปปักไว้ตามคันนาครับ ทิ้งไว้คืนนึง รุ่งเช้ามาเราก็มาเก็บเบ็ดกัน
คือเราจะปักเบ็ดไว้หลายสิบอันเลยแหละ ปลาที่อยู่ในนาก็จะมากินใส้เดือนช่วงกลางคืน แล้วมันก็จะติดเบ็ด แต่มันก็จะไปไหนไม่ได้ครับเพราะมันไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดปลาที่อยู่ในสระ (ยกเว้นว่าเจอปลาช่อนยักษ์ก็มีสิทธิ์เบ็ดหลุดได้เหมือนกัน) ช่วงนี้แหละผมจำได้ว่าเห็นปลานวลจันทร์ตัวเป็นๆครั้งแรก โห สีสวยว่ะ น่ากิน 55555

เครดิตภาพจากเว็บไซต์รักบ้านเกิดครับ
แต่ที่เซ็งก็คือ ไอ้ปลาที่ติดเบ็ดเนี่ย ชอบเป็นปลาหมอ หรือ "ปลาเข็ง" ปลาหมอเนี่ยทำอะไรกินไม่ค่อยได้นอกจากปลาร้าอะไรเทือกนั้น คือมันไม่ลาภปากน่ะ เนื้อมันน้อย แล้วมีแต่ก้าง ไม่หร่อยๆ
แล้วพอมีปลานวลจันทร์ในนาผมนี่แหละ เลยมีการ "ขโมยปลา" กันเกิดขึ้นครับ ขโมยกันยังไงน่ะเหรอ มันก็อาจจะแอบมาใส่เบ็ดไว้ตอนเราไม่อยู่ หรือบางทีก็มาขโมยเบ็ดเราก็ได้ แต่ก็ได้ปีเดียวครับ ปลานวลจันทร์ขยายพันธุ์เร็ว จากที่ตอนแรกมีแค่นาของผม ตอนนี้นาไหนก็มีปลานวลจันทร์
หลังๆก็มีเลี้ยงปลาสลิด ปลาเทโพ อะไรพวกนี้เพิ่มเข้ามาครับ เกมปลูกผักใน Facebook เลี้ยงปลาเหมือนในนาจริงๆไม่ได้หรอก ของเรานี่แหละ เกษตรผสมผสานตัวจริง นะ...จะบอกให้ 
ตอนต่อไป ผมจะพาไปเกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว ชะช้า ไปเกี่ยวข้าวกันครับ
ภาพประกอบถ่ายด้วยฟิล์มสี Fuji S200 ทำแล็บฟิล์มที่ คัลเลอร์ อิมเมจ เซ็นทรัลลาดพร้าวครับ
เกร็ดความรู้ : วิธีการระวังคนมาขโมยปลาในนา คือการให้คนไปนอนที่เถียงนาครับ 5555 ง่าย แต่จริง


